header image

บทความเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา

Posted by: | June 15, 2013 | No Comment |

20090720112810

บทความเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา

บทความที่  1

 

1.  การใช้ ICT พัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ
วารสารวิทยบริการ ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2548 หน้า 48-61

 

     ดร.ปรัชญนันท์  นิลสุข  (ค.ด.เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา)

 

หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร    วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม

 

[email protected]    http://www.prachyanun.com

 

ดร.ปรัชญนันท์  นิลสุข

 

นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบราชการ   โดยปฏิรูประบบราชการเริ่มจากการปรับโครงสร้างหน่วยงานการบริหารระบบราชการ และมีมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

โดยเฉพาะการพัฒนาและบริหารกำลังคนนั่นคือ ข้าราชการ   ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ  เป็นพลังผลักดันและขับเคลื่อน    การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT : Information and Communication Technology)  เข้ามาใช้ในการพัฒนาและบริหารกำลังคน   จึงต้องมีความเข้าใจถึงรากฐานตั้งแต่นโยบาย ICT  ของประเทศ และนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา

 

การใช้ ICT  เพื่อพัฒนาบุคลากร  ,  การใช้ ICT  เพื่อการบริหารกำลังคน  ,  การใช้  ICT  เพื่อพัฒนาการบริการ  ,  อุปสรรคการนำ ICT  มาใช้ในการพัฒนาและบริหารกำลังคน  ซึ่งแต่ละประเด็นล้วนมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน   อันจะส่งผลไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบราชการโดยรวม

 

นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 

รัฐบาลได้มีการกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญไว้ 5 กลุ่ม คือ

 

·       เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e-Government)

 

·       เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e-Commerce)

 

·       เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry)

 

·       เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา  (e-Education)

 

·       เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม  (e-Society)

 

e-Government  เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องการให้เกิดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์  โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ  G to G  (Government  to  Government)   หน่วยงานภาครัฐต่อภาครัฐ  , G to B   (Government to Business) หน่วยงานภาครัฐต่อภาคธุรกิจ  และ  G  to  C  (Government to Citizen)   หน่วยงานภาครัฐต่อภาคประชาชน โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลแห่งชาติ  PMOC  (Prime Minister Operation

 

Center)  ,  MOC  (Ministerial Operation Center)  ,  POC (Provincial Operation Center)  ,  DOC (Department Operation Center)

 

เป้าหมายสูงสุดของรัฐก็คือ ต้องการให้ประชาชนทุกคนมี Smart Card  ที่สามารถแสดงข้อมูลของประชาชนทุกคนในประเทศได้  (สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี, 2546)    เมื่อนำกลยุทธ์ทั้ง 5 นี้มาดำเนินการ โดยประสานสัมพันธ์และเชื่อมโยงการดำเนินการของแต่ละกลุ่มด้วยการวางแผนและการปฏิบัติที่รอบคอบ บนพื้นฐานของปัจจัยสำคัญอีกสามด้านที่จะเป็นสื่อนำไปสู่เศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ คือ การสร้างทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและอุตสาหกรรมสารสนเทศ เชื่อว่าในสิบปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีการพัฒนาไปสู่เป้าหมายข้างต้นได้อย่างเหมาะสม  ยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ได้

 

กำหนดยุทธศาสตร์หลักทั้ง  7  ด้าน  ได้แก่

 

1. ยุทธศาสตร์ที่ 1  การพัฒนาอุตสาหกรรม ICT เพื่อให้เป็นผู้นำในภูมิภาค

 

2. ยุทธศาสตร์ที่ 2   การใช้ ICT เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคม ไทย

 

3. ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปฏิรูปและการสร้างศักยภาพเพื่อการวิจัยและพัฒนา ICT

 

4. ยุทธศาสตร์ที่ 4 การยกระดับศักยภาพพื้นฐานของสังคมไทยเพื่อการแข่งขันในอนาคต

 

5. ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเพื่อมุ่งขยายตลาดต่างประเทศ

 

6. ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมใช้ ICT

 

7. ยุทธศาสตร์ที่ 7 การนำ ICT  มาใช้ประโยชน์ในการบริหารและการให้บริการของภาครัฐ

 

เป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ  เป็นเป้าหมายที่ครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐทั้งในการบริหารราชการส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาคและการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  โดยเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ  มี  2 เป้าหมายหลักคือ

 

1.       ระบบบริหาร (Back Office)  ประกอบด้วยงานสารบรรณ  งานพัสดุ  งานบุคลากร  งานการเงินและบัญชี  และงานงบประมาณการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจรภายในปี พ.ศ.2547

 

2.       ระบบบริการ (Front office)   ตามลักษณะงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ร้อยละ 70   ภายในปี พ.ศ.2548   และครบทุกขั้นตอนภายในปี พ.ศ.2553

 

บทสรุป

 

นโยบายของรัฐให้ความสำคัญในการนำ ICT  เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการและการบริการ  ในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ   รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรทางด้านต่าง ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาใช้ให้มากขึ้น   การพัฒนาบุคลากร การบริหารจัดการและการบริการของรัฐสามารถนำเอาICT เข้ามาใช้ได้ในทุกด้าน    แม้จะยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่มากในหลาย ๆ ด้าน   แต่ระบบราชการคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำ ICT  เข้ามาช่วยในงานทุกส่วน   เพื่อความทันสมัย ความสะดวกและรวดเร็วในการพัฒนาระบบราชการจะเกิดประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก   ถ้าได้นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาใช้โดยเฉพาะพัฒนาข้าราชการอันเป็นหัวใจของระบบราชการทั้งหมด

 

 

 

บทความที่  2

 

 

 

 2.  ครูที่แท้จริง

 

บทความของ รศ.วิไล  ตั้งสมจิตสมคิด
สถาบันราชภัฎธนบุรี
ที่มา http://come.to/wilai

 

การจัดการศึกษาในปี  ค.ศ.2000 มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียน  ให้เกิดคุณลักษณะ  3   ประการ  คือ ประการแรก พัฒนาคนในด้านสติปัญญา จิตใจ และร่างกาย ประการที่สอง เน้นความเป็นพลเมืองดี พึ่งตนเองได้ รับผิดชอบส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว และประการสุดท้ายสามารถพัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เพื่อปรับเข้าสู่โลกไร้พรมแดน ด้วยการเรียนที่แท้จริง เรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน และเรียนรู้เพื่อชีวิต การเรียนรู้ที่แท้จริง คือ มีการผสมผสานความรู้ทั่วไปที่กว้างขวางอย่างเพียงพอ เพื่อเข้ากับบางวิชาได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง อีกทั้งยังต้องฝึกฝนในวิธีการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางการนำไปสู่การศึกษาตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง เป็นการเรียนรู้ไม่เพียงแต่มีความชำนาญทางด้านวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระบบหรือนอกระบบหรือตามอัธยาศัยก็ตาม การเรียนรู้เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกัน ด้วยการสอนให้เข้าใจผู้อื่นและตระหนักดีว่ามนุษย์จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดำเนินโครงการร่วมกันและเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ด้วยวิธีสันติ การเรียนรู้เพื่อชีวิต (Learning to Be) เพื่อจะได้สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพของตนได้ดีขึ้น ในการจัดการศึกษาต้องคำนึงถึงการใช้เหตุผล ทักษะในการติดต่อสื่อสารผู้อื่น อีกทั้งต้องให้โอกาสแก่ทุกคนในการศึกษาตลอดชีวิต ด้วยเหตุผลนี้ ครูจึงเป็นผู้มีความสำคัญในการให้การศึกษายิ่งในยุคปฏิรูปการศึกษา ที่จำเป็นต้องใช้ยุทธวิธีเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อให้ได้มาซึ่งครูเก่ง ครูดี มีอุดมการณ์ทันสมัย เพื่อเป็นแบบอย่างเป็นผู้ดูแล และฝึกฝนเด็กไทยให้เป็นคนเก่ง สมดังคำกล่าวที่ว่า “ครูต้องเป็นคนที่คิดสร้าง มองไกล ใฝ่รู้ สู้งาน มีวิญญาณครู” แต่สภาวะวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับครู คือ ปัจจุบันมีครูอาจารย์ทั่วประเทศประมาณ 6 แสนคน (สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประมาณ 5 แสนคนเศษ สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยประมาณ2 หมื่นคนเศษ ที่เหลือสังกัดอื่น ๆ) อัตราส่วนครู คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ช่วยราชการสถาบันราชภัฏธนบุรี ต่อนักเรียนเท่ากับ 1 : 19 แต่เงื่อนไขและมาตราการเงินกู้ของธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กำหนดให้ปรับอัตราส่วนเป็น 1 : 25 ภายในปี 2545 ในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่ กำหนดให้มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ทำให้ระดับมัธยมศึกษาต้องขยายชั้นเรียนและต้องการครูเพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันครู อาจารย์ที่สอนในระดับมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา มีจำนวนประมาณ 121,359 คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อนักเรียนเท่ากับ 1 : 22 ภายในปี 2545 ต้องจัดการศึกษาเป็น12 ปี ดังนั้นจึงต้องการครูอาจารย์เพิ่มขึ้น 40,000 – 60,000 คน ซึ่งนโยบายของรัฐบาลให้ยุบเลิกตำแหน่งอัตราเกษียณอายุราชการถึงร้อยละ 80 ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการต้องเก็บอัตราไว้บรรจุตามโครงการผลิตครูพิเศษต่าง ๆ เช่น คุรุทายาท เพชรในตม ฯลฯ ซึ่งก็ไม่เพียงพอในขณะนี้ และยังทำให้บัณฑิตใหม่ที่จบการศึกษาในช่วงปี 2541 – 2545 รวมประมาณ 1 แสนคนเศษ หรือร้อยละ 96 จะต้องตกงานหรือไปประกอบอาชีพอื่น อีกทั้งรัฐบาลยังมีโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต : เกษียณก่อนกำหนด จะยิ่งทำให้มีครู อาจารย์ส่วนหนึ่งที่จะเข้าโครงการนี้อีก ทำให้จะเพิ่มการขาดแคลนครูเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้ภาระงานของครูต้องรับหนักขึ้น ประการที่สอง รายได้ของครูอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้มีภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก ทำให้ขาดขวัญและกำลังใจ ครูจึงประกอบอาชีพเสริม คุณภาพการเรียนการสอนจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ ประการที่สาม การยอมรับในวิชาชีพครู ยังไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร ทำคนเก่งไม่อยากมาเป็นครูประกอบกับมีครูบางคนที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับความเป็นครู จึงขาดความเชื่อถือ บางคนไม่มีวุฒิทางครูทำให้เข้าใจในด้านจิตวิทยาของเด็กไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นจึงควรมีการนำใบประกาศวิชาชีพครูมาใช้อย่างจริงจัง เพราะขณะนี้ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับงบประมาณสูงสุด แต่การปฏิรูปด้านการศึกษาหากเทียบกับเพื่อนบ้าน ไทยเราเริ่มห่างออกไปทุกที ไม่สามารถจะติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ได้จะเห็นได้จากการจัดลำดับการศึกษาในแถบเอเชีย ไทยยังตามหลังมาเลเซียเพื่อนบ้าน หากปฏิรูปการศึกษาไทยยังทำแบบเชื่องช้า ไม่รวดเร็วแล้ว จะยิ่งทำให้ไทยล้าหลัง ห่างไกลไปอีก ดังนั้นครูจึงต้องร่วมมือร่วมใจที่จะรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ก้าวเข้าสู่ยุค ค.ศ.2000 ครูต้องปรับตนเองให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาสู่เราให้ได้ ตามทัศนะของ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่กล่าวถึงครูในอนาคต (ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 มกราคม 2542 อ้างในสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ, 2542) เกี่ยวกับเรื่องครูอินเตอร์ ปี 2000 ว่า “ครู คือ ส่วนหนึ่งในการนำสังคม ครูไทยต้องเป็นครู International มีทั้งด้านภาษา คอมพิวเตอร์ และความคิด ยิ่งในยุคเทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า ครูต้องมีจิตสำนึกในความเป็นครู เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรดีกว่าสิ่งที่คอมพิวเตอร์มี” และ“เมื่อครูในฐานะที่ไม่ใช่แกนหลัก หรือส่วนนำของสังคมแล้ว อาชีพครูจึงควรได้รับการทบทวนในแง่ที่ว่า ครูมีอะไรให้เด็กในสิ่งที่คอมพิวเตอร์ไม่มีบ้าง? อย่างหนึ่งที่ครูควรจะมีคือ ความสำนึกในจิตใจเพราะหากครูปราศจากความสำนึกแล้ว ครูไม่มีอะไรเหนือกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่” “หากครูจะมีประโยชน์ต่ออนาคตของชาติแล้ว ครูจะต้องเข้าใจและอาศัยทักษะจึงจะให้ความรู้แก่ศิษย์ได้ ดังนั้น ทักษะที่ครูจะพึงมี 3 ประการ ที่อาจเรียกได้ว่าไตรสิกขาในโลกอนาคตคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาที่สองของไทย เนื่องจากช่วยให้เข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น นอกจากภาษาอังกฤษแล้วครูต้องมี ทักษะการคิด เพราะจะช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และช่วยรักษาความเป็นครูที่สิ่งใดมาทดแทนไม่ได้ ทักษะการคิดทำให้เนื้อหาสาระมีคุณค่าเพิ่มขึ้น และยังเป็นปัจจัยตัดสินอนาคตของชาติ คือ เมื่อทุกคนในชาติรู้จักคิด ก็สามารถแสวงหาและแยกแยะข้อมูล ข่าวสารได้ และที่สำคัญ คือ จริยธรรมของการคิดที่มิใช่จะหาประโยชน์จากหน้าที่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขแรกของการเป็นครู ข้อสุดท้าย คือ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ เพราะความรู้ที่เคยบรรจุในตำราจะย้ายมาสู่ ซีดี – รอม และเว็บไซด์ต่าง ๆ และยังจะเป็นสื่อสำคัญในการเรียนการสอนในอนาคต คงต้องได้รับการตรวจสอบมากขึ้น เพราะครูที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จะช่วยเด็กได้อย่างไร” ดังนั้นลักษณะครูที่ดีในอนาคต ควรจะมีความเมตตา เสียสละ หมั่นเพียรศึกษา ปรับปรุง วิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมอยู่เสมอ และต้องเอาใจใส่ทำความเข้าใจเด็กทุกคน รวมทั้งครูควรมีบทบาทให้เด็ก รู้จักเลือกสรร แยกแยะตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ทั้งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญกว่าเนื้อหาที่เด็กจะได้รับ และสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุด ก็คือ ความเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะจะเป็นการสอนที่ดีที่สุด สังคมไทยเป็นสังคมเปิด ในอนาคตองค์ความรู้การเรียนของสังคมก็จะเปิดรับการศึกษามากขึ้น เราน่าจะมีนโยบายสร้างครู International มากกว่าโรงเรียน Inter เพราะครูInternational หมายถึง ครูที่พัฒนาตนเองให้เข้าใจและรู้จักโลกใหม่ โดยคงความเป็นไทยไว้ เราต้องหันมาให้ความสำคัญของโรงเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม ให้มากกว่านี้ เพื่อช่วยให้ครูมีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในความเป็นครู ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับผู้เป็นครูว่า “……งานของครูในงานพิเศษ ผิดแปลกกว่างานอื่น ๆ กล่าวในแง่หนึ่งที่สำคัญก็คือว่า ครูจะหวังผลตอบแทนเป็นยศศักดิ์ ความร่ำรวย หรือประโยชน์ทางวัตถุเป็นที่ตั้งไม่ได้ ผลได้ส่วนสำคัญจะเป็นผลทางใจ ซึ่งผู้เป็นครูแท้ ก็พึงใจและภูมิใจอยู่แล้ว …….” 9 ตุลาคม 2516 “……..จะต้องฝึกฝนตนเองให้แตกฉานและแม่นยำ ชำนาญ ทั้งในวิชาความรู้ และวิธีสอน เพื่อสามารถสั่งสอนให้อย่างกระจ่างแจ้งและถูกต้องสมบูรณ์…….” 17 มิถุนายน 2524 และยังทรงให้ข้อคิดแก่ “ครู” ว่า “……..ผู้เป็นครูอย่างแท้จริงนับว่าเป็นบุคคลพิเศษ ต้องแผ่เมตตาและเสียสละ เพื่อความสำเร็จ ความก้าวหน้า และความสุข ความเจริญของผู้อื่นอยู่ตลอดชีวิต…….” 13 ตุลาคม 2540 จากพระราชดำรัสและข้อคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้แก่ครูทั้งหลาย เพื่อจะได้พึงระลึกและนำไปสู่การปฏิบัติสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครูที่แท้จริง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5ธันวาคม 2542 ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความที่  3

 

3. คุณธรรมที่กำลังมองหา

 

บทความของ รศ.วิไล  ตั้งสมจิตสมคิด
สถาบันราชภัฎธนบุรี
ที่มา http://come.to/wilai

 

อดีตที่ผ่านมาเราจะให้ความสำคัญกับ I.Q. (Intelligence Quotient) คือระดับเชาวน์ปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องของความสามารถของสมอง โดยทั่วไปคนปกติจะอยู่ระหว่าง 90 – 110 หากต่ำกว่า 70 จะอยู่ในเกณฑ์ปัญญาอ่อน แต่ถ้าตั้งแต่ 110 ขึ้นไปถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปัญญาดี แต่ในปัจจุบันนี้จะไม่เน้นแต่เฉพาะI.Q. เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญของ E.Q. (Emotion Quotient) เป็นความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มพูนได้จากการเลี้ยงดู การฝึกฝนทุกช่วงชีวิต คนที่มี E.Q. ไม่ดีหรือต่ำจะไม่เข้าใจตนเอง ไม่เข้าใจคนอื่น และไม่ยอมรับความจริง ตลอดจนไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งในใจตนเองได้ อาการของคนเหล่านี้จะเป็นนานกว่าคนปกติ ซึ่งจะพบว่าคนเก่ง ๆ แต่ประสบกับความล้มเหลวในชีวิตก็มีมากทีเดียวหาก E.Q. ต่ำ หลายคนคงจะสงสัยแล้วว่า E.Q. ต่ำนั้นเกิดขึ้นตอนไหน หากจะพิจารณาตั้งแต่แรกคลอดแล้ว จะเห็นว่าการเลี้ยงดูในวัยทารกจะส่งผลกระทบต่อ E.Q. มาก ซึ่งกว่าจะเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ ต้องใช้เวลายาวนาน โดยเฉพาะวัยทารกและวัยเด็กที่ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองและคนเลี้ยง หากจะพิจารณากันอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่าคนที่มี I.Q. ดีหรือสูงแต่ล้มเหลวในชีวิตนั้นจะได้รับแรงกดดันจากครอบครัวมาตั้งแต่เล็ก ๆ ไม่ว่าจะขาดความรัก ความอบอุ่นก็ตามหรือแม้แต่การให้จนล้นเกินไปจนเด็กไม่รู้จักตนเอง จนขาดวินัยในตนเองหรือแม้แต่ขาดความรับผิดชอบในตนเอง ต้องคอยให้ผู้อื่นดูแลให้ตลอดเวลา จนสะสมหรือพอกพูนเป็นปมด้อยที่อยู่ในใจของตนเอง โดยไม่รู้ตัว ในที่สุดก็จะไม่สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและควบคุมอารมณ์ตัวเองหรือยอมรับในอารมณ์ของผู้อื่นได้ สิ่งที่ต้องการคือความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ ในที่สุดก็นำไปสู่ชีวิตที่ล้มเหลว ซึ่งในยุคนี้เศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้สภาพการตกงานมีมาก หลายคนเกิดขวัญเสียและเสียกำลังใจ บางคนไม่สามารถรับกับสภาพเหล่านี้ได้ก็ใช้วิธีการจบชีวิตของตนเอง ทั้งนี้คนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยที่มีการศึกษาดีเป็นผู้บริหารก็ไม่น้อย บางคนถึงกับมองโลกในแง่ร้ายก็มีเช่นกัน ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง (พ่อแม่) คนเลี้ยง ตลอดจนครู อาจารย์ จำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ประกอบกับ I.Q. ด้วย ก่อนที่จะสายเกินแก้ วิธีที่จะช่วยให้เด็กมี E.Q. ที่ดีนั้นทุกคนควรจะมีส่วนร่วมมือกันคือ การสร้างให้เด็กรู้จักตนเอง รู้จักจุดเด่นจุดด้อยของตนเองก่อนและให้ยอมรับสภาพความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่ ซึ่งทุกคนมีโอกาสเท่ากันที่จะเดินไปข้างหน้า การฉวยหาความก้าวหน้าของชีวิตที่ได้มาด้วยความสุจริต ความพยายามที่ไม่ยอมแพ้ต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างให้เด็กเกิดในตนเองให้ได้ การยอมรับสิ่งที่ดีและไม่ดี ทุกคนมีอารมณ์ต่อสิ่งดีและไม่ดี จะดีใจเมื่อได้รับสิ่งดี และจะเสียใจเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่ดี ทำอย่างไรจะให้เขารู้จักอารมณ์เหล่านี้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่เก็บกดหรือแสดงออกมากจนเกิน นั่นคือทำอย่างไรจะควบคุมอารมณ์เหล่านั้นได้นั่นเอง การที่จะทำให้มีกำลังใจและเข้าใจจิตใจผู้อื่น สิ่งเหล่านี้เกิดได้จากคนที่อยู่รอบด้าน จะเข้าใจและเสริมกำลังใจพร้อมกับเติมเต็มความเข้าใจในจิตใจของผู้อื่นด้วย เราคิดอย่างไรเขาก็คิดอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ต่อเมื่อผู้ปกครองและคนเลี้ยงจะเข้าใจและคอยเติมเต็มให้กับตัวเด็กเท่านั้น การตำหนิอย่างรุนแรงควรละเว้นแต่จะใช้วิธีการเตือนสติการพูดจากันดี ๆ อย่างมีเหตุมีผล และอบอุ่นภายในบ้าน บรรยากาศแห่งความเป็นอิสระ ไม่ว่าใครก็ตามมักจะเรียกหาความเป็นอิสระกันทุกคน แม้ว่าจะเป็นช่วงหนึ่งหรือขณะเดียวก็พอใจแล้ว ดังนั้นควรมีการผ่อนตามความเหมาะสม ไม่มากเกินไป และสิ่งที่เราเรียกหาอีกอย่างก็คือความอบอุ่นภายในบ้าน ซึ่งทุกคนต้องการอย่างมากเพราะบ้านคือที่ ๆ เราสามารถจะอยู่ได้อย่างอบอุ่น และสุขใจ ดังที่กล่าวว่า “บ้านคือวิมานของเรา” สิ่งนิ้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทุกฝ่ายไม่ช่วยกันทะนุถนอมให้เกิดขึ้น แล้วที่ไหนจะดีกว่าที่บ้านของตน ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว สรุปได้ว่า E.Q. คือ การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น (Empathy) และการควบคุม ตนเอง (Self Control) นั่นเอง แต่ในปัจจุบันนี้ใช่แต่จะมี I.Q. และ E.Q. เพียงเท่านั้น แต่ยังได้มีการกล่าวถึง M.Q. (Moral Quotient) อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งหลายคนจะสงสัยว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร หากจะพูดถึง M.Q. แล้วจะขอยกตัวอย่างเพียงเพื่อมองให้เห็นชัดเจนขึ้น เช่น เด็กอาจจะมีสติปัญญาดี เฉลียวฉลาด มีอารมณ์ดี สังคมดี แต่มีคุณธรรมต่ำ (ณ ที่นี้หมายถึงความเห็นแก่ตัว) บางคนอาจจะคิดว่าเป็นไปได้หรือ สิ่งที่พบมากในขณะนี้ก็คือ คุณธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว ที่ยังไม่พัฒนาตามวัตถุที่เจริญมากในปัจจุบันนี้ ยิ่งในยุคโลกไร้พรมแดน ยุคข้อมูลข่าวสารด้วยแล้ว ทำให้มนุษย์เราเริ่มเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น ขาดคุณธรรม ไร้มโนธรรมมากขึ้น อีกทั้งยังไม่รู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะมีความสุขที่แท้จริง อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต บางคนมี I.Q. สูง E.Q. ดี แต่ M.Q. ต่ำ ทำให้ก้าวร้าวและทำร้ายผู้อื่นได้ โดยไม่รู้สึกอะไร หากจะพิจารณาว่า M.Q. นั้นเกิดขึ้นหรือฝังรากลึกอยู่ในจิตใจได้ตอนไหน อันที่จริง M.Q. จะซึมซับรับจากพ่อแม่ และคนรอบข้างใกล้ชิดก่อน โดยเริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ เช่น พ่อแม่ หรือผู้ใกล้ชิดมาก ๆ หากพูดคุยกับเด็กเพียง 10 ครั้ง แต่ตำหนิหรือด่าว่าอย่างรุนแรง เพียง 1 – 2 ครั้งก็จะทำให้เกิดผลในทางไม่ดีต่อเด็กเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก ทำให้ฝังแน่นในใจและจะปรากฎความก้าวร้าวทางพฤติกรรมของเด็กในที่สุด แล้วจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิด M.Q. ต่ำได้ สิ่งที่จะกล่าวในที่นี้ที่สำคัญที่สุดคือ รากฐานหรือพื้นฐานทางครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่ รองลงมาคือ ครู อาจารย์ และที่สำคัญไม่น้อยกว่าครู อาจารย์ คือ พฤติกรรมของนักการเมือง ผู้ปกครองประเทศที่จะเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ที่สำคัญไม่น้อยเลยเช่นกันก็คือสื่อมวลชน เพราะจะซึมซับเข้าสู่เด็กได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัว ยิ่งในแต่ละวันเรื่องดี เรื่องร้าย จะนำเข้ามาสู่ชีวิตเรามากมาย แล้วแต่ใครจะรับรู้และอดทนได้มากแค่ไหน ใครก็ตามหากอ่อนแอชีวิตก็จะถูกกัดกร่อนสูญค่าไป ส่วนใครที่เข้มแข็งก็จะยืนหยัดต่อสู้กับโลกสมัยใหม่ต่อไป และก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากจะรอคอยให้ใครสักคนมาเห็นใจหรือช่วยเหลือเรา ดังนั้นเราควรจะยืนหยัดทำตัวเองให้มีค่ามากที่สุดในสังคมได้ วิธีที่จะสร้างให้เกิด M.Q. นั้นก็โดยวิธี การสอนศีลธรรมโดยตรงให้กับเด็ก และถ่ายทอดคุณธรรมที่ดีงามของผู้ใหญ่ให้กับเด็ก หลายคนอาจจะคิดว่าเราเลิกสอนศีลธรรมไปนานแล้วจะเรียกกลับมาทำไม แต่ความจริงที่ปรากฎจะพบว่าคนที่อยู่ในแถบตะวันตกเริ่มเรียกหาศีลธรรมกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเด็กนักเรียนก่อเหตุอันน่าเศร้าสลด ก็คือ ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อนและครูในโรงเรียน ทำให้นักการศึกษา นักจิตวิทยาเริ่มให้ความสำคัญในด้านการสอนศีลธรรมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มถ่ายทอดคุณธรรมที่ดีงามของผู้ใหญ่ที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก โดยพยายามจะยกย่องผู้มีคุณธรรม และให้ความสำคัญต่อการเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้คนถือเป็นแบบอย่างนำไปสู่สันติภาพของโลก มิเช่นนั้นแล้วมนุษย์จะทำลายร้างเผ่าพันธุ์ความเป็นมนุษย์ไปในที่สุด และจะไม่เหลือมนุษยชาติอีกเลย การสร้างความรัก และสร้างวินัยให้เกิดขึ้นกับเด็ก สร้างความรัก เพื่อความอบอุ่น สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้คงเส้นคงวา ไม่กดดันเด็กและให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณธรรมและอุดมด้วยความสุข สิ่งที่สำคัญคือการรู้จักให้อภัย เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักจิตใจของผู้อื่น จะเห็นได้ว่าความรักนั้นเป็นหัวใจในการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ตาม ความรักสร้างได้ง่ายไม่ต้องลงทุน แต่การสร้างวินัยเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยาก จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝน แต่การสร้างวินัยมิใช่เป็นการฝึกให้เจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือใจก็ตาม การฝึกวินัยไม่เลือกเวลาและสถานที่ หากต้องมีการแก้ไข จำต้องกระทำทันที ไม่หมักหมม เพราะจะทำให้ฝังคราบลึก ไม่สามารถจะชำระล้างออกได้ บทความนี้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้เรารู้จัก M.Q. ให้มากขึ้นเพื่อจะได้มีสติที่จะก่อสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นต่อตนเองและเด็ก เพราะขณะนี้ คุณธรรมของคนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป หากหยุดมีสติบ้างอาจจะช่วยให้สังคมดีขึ้นน่าอยู่ขึ้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่ก็ตาม ถ้ามีคุณธรรมประจำใจแล้ว เราสามารถยังคงอยู่ได้อย่างมีความสุขที่แท้จริง อย่าให้ความสุขจอมปลอมมาเป็นเงาตามตัวอีกเลย ผู้เขียนขออันเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ความตอนหนึ่งว่า “………….. ข้าพเจ้าระลึกถึงคุณธรรมข้อหนึ่งที่อุปถัมภ์และผูกพันให้คนไทยรวมกันเป็นเอกภาพ สามารถธำรงชาติบ้านเมืองให้มั่นคงเป็นอิสระยั่งยืนมาช้านาน คุณธรรมข้อนั้นก็คือ ไมตรี ความมีเมตตา หวังดีให้กันและกัน…………….” หากเรายึดมั่นถือเป็นหลักปฏิบัติ จะเป็นมงคลชีวิตแก่ผู้ปฏิบัติไม่ว่ากาลเวลาจะผันเปลี่ยนไปอย่างไร หากมีจิตใจ มีคุณธรรมที่มั่นคงแน่นอน เราจะยังคงอยู่และประเทศก็คงอยู่ตลอดกาลเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความที่  4

 

4.  นโยบายและทิศทางการพัฒนา ICT ในประเทศไทย
ของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร)
ตีพิมพ์ในสาร NECTEC ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ปีที่ 9 ฉบับที่ 45 มีนาคม-เมษายน 2545 หน้า 13-16

 

 


 

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงนโยบาย และเสนอแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศไทยในอนาคตไว้ต่อที่ประชุม ดังนี้

 

“ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนฝ่ายวิชาการ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน ผมมีความยินดีที่ทุกฝ่ายได้มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องกลยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสารหรือที่เรียกกันว่า ICT (Information and Communication Technology) เพื่อหาแนวความคิดและยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับประเทศไทย อันเป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับสังคมไทยในการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแห่งปัญญา และการเรียนรู้

 

ประเทศไทยในวันนี้จะเรียกว่าช้าก็ใช่ จะว่าไม่ช้าก็ใช่ เพราะว่ามีการใช้ ICT กันมากพอสมควร แต่ว่ายังกระจัดกระจาย ขาดพลังแห่งการใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม หรือการเตรียมตัวของตัวเองเพื่อเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ยังไม่เป็นระบบ ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่จะพิจารณากันในวันนี้ก็เพื่อต้องการรวมสมองกันคิด โดยสิ่งที่ได้จากการรวมสมองกันในวันนี้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของ Job Description ในกระทรวงใหม่ คือกระทรวง IT และผมขอถือโอกาสนี้เล่าถึงที่มาว่า ทำไมผมต้องการให้มีกระทรวง IT ความจริงแล้วเมื่อกล่าวถึง IT โดยความใหญ่หรือขนาดของมันอาจไม่ถึงกับต้องมีกระทรวง แต่ความสำคัญนั้นยิ่งกว่าความเป็นกระทรวง เพราะว่าโลกข้างหน้านั้นทุกอย่างจะวนเวียนอยู่ตรง ICT ความรู้ทุกอย่างจะผสาน (Converge)เข้ากับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร (Computer and Communication) เป็นส่วนใหญ่ ในชีวิตประจำวัน อินเทอร์เน็ตให้ชีวิตขิงมนุษย์เปลี่ยนไปมาก วิธีการสื่อสาร (Communication) วิธีการบริโภค หรือวิธีการเรียนรู้เปลี่ยนไป ดังนั้นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยซึ่งหากเรียกว่าล้าหลังก็คงไม่ผิดเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดระเบียบ ระบบ จัดกระบวนการที่จะใช้ประโยชน์กับการใช้ ICT นี้ ให้ไปถึงคนยากจน เพราะความรู้และความไม่รู้ก่อให้เกิดช่องว่างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานความรู้ แม้แต่ในการประชุมระหว่างประเทศทุกแห่งต่างก็กล่าวถึง เรื่องการลดช่องว่างเพื่อสร้างศักยภาพของมนุษย์ (Bridging the gap to human capacity building) โดยเครื่องมือ (Tool) ที่สำคัญประการหนึ่งคือ ICT

 

ดังนั้นกระทรวงใหม่จึงเป็นกระทรวงที่ต้องรวบรวมแนวความคิดของการใช้ ICT ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเผื่อแผ่ไปสู่ส่วนอื่นไปให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะส่วนที่เป็นรากฐานของประเทศ ด้วยนี้ในวันนี้คงไม่ต้องเสียเวลาทั้งวันเพื่อบอกว่าวันนี้โลกไปถึงไหนเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าโลกไปไกลแล้ว แต่อยากให้คิดถึงทิศทางของประเทศไทยว่าควรเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ information ให้เกิดประโยชน์ ผมได้พูดในหลายโอกาสว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นนายกฯ ในวันนี้คือการไม่มี information ที่ทันสมัย (Update) ถูกต้อง (Accurate) และทันเวลา (Real-time) และสิ่งนี้คือปัญหาที่สำคัญไม่เพียงแต่การนำมาวิเคราะห์ (Analysis) เท่านั้น แต่ปัจจุบัน information ยังไม่พอหรือที่มีอยู่นั้นไม่มีคุณภาพ ซึ่งหากต้องนำinformation นั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับใช้กับเรื่องใดในการตัดสินใจ (Decision Making) นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศวันนี้เพราะว่าระบบของเราแค่เป็นแอนะล็อกก็จะยากมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงต้องมองทั้งระบบว่าต้องแก้กันอย่างไร ปรับกันอย่างไร สำหรับปัญหานั้นเราทุกคนทราบกันดีอยู่ว่าปัญหาคืออะไร ดังนั้นอาจไม่ต้องลงไปถึงสาเหตุของปัญหาในรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรที่จะใช้เวลาคิดว่าเมื่อปัญหามีอะไรแล้วควรจะรับมือ (Tackle) กับปัญหานั้นอย่างไรเป็นสิ่งที่ผมอยากได้มาก และผมอยากจะเชื้อเชิญ (Invite) ว่าขอให้ทุกท่านร่วมมือกัน provide solution ที่ทุกท่านคิด โดยไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่ท่านคิดจะไม่เข้าท่า ช่วยกันคิดและพิจารณาว่าสิ่งที่เราคิดเป็นประโยชน์อย่างไรกับประเทศชาติของเรา

 

สิ่งที่ผมฝันไว้สูงสุดสำหรับประเทศไทยคือ การเป็น e-Citizen ซึ่งก็คือการที่ประชาชนทุกคนมีบัตรสมาร์ตการ์ด และเราสามารถที่จะรู้ Profile ของประชาชนทุกคน ถ้าประเทศใดสามารถที่จะรู้ Profile ของประชาชนของตนก็สามารถที่จะบริหารประเทศของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient) มากขึ้น หากไม่โกงซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณากันว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันก่อนมีการประชุมเรื่องของความยากจนเราจำเป็นต้องรู้ Profile ของความยากจนก่อน คือต้องรู้ว่ามีอะไรเป็นสาเหตุหรือปัญหา ภาพกว้างนั้นคืออะไร และปัญหาเฉพาะพื้นที่ของความยากจนนั้นคืออะไร ถ้าเรารู้แล้วเราจะทราบว่าปัญหาของความยากจนที่แท้จริงนั้นคืออะไร ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย แต่ว่าปัจจุบันปัญหาคือความไม่รู้จริง เรารู้บนความรู้สึก รู้จากคำบอกเล่ามาก แต่การพัฒนา ICT จะต้องนำไปสู่การวางระบบเพื่อให้เกิดความรู้จริงเพราะผลสุดท้ายก็จะนำไปสู่การบริหารจัดการในทุกองค์กร แม้กระทั่งองค์กรของ Family ก็จะต้องมีการบริหารการจัดการ หรือองค์กรระดับประเทศยิ่งต้องการการบริหารการจัดการมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ICT จะต้องสนับสนุนต่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

 

1.       เกิดความรู้ (Knowledge)

 

2.       สนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Making)

 

3.       ลดช่องว่างของความยากจน (Bridging the gap)

 

4.       ทุกคนต้องทันคนทันโลกเพราะวันนี้โลกได้ก้าวไปไกล

 

หากถามว่าศักยภาพของคนไทยวันนี้มีแค่ไหน อย่าบอกว่าสู้คนอื่นไม่ได้ ผมเห็นมาด้วยตนเอง คือเมื่อก่อนไปโรงเรียนดรุณสิกขาลัย เด็กประถมปีที่ 1 สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้สามารถทำพรีเซนเทชั่นแสดงได้ หรือเด็กประถมปีที่หนึ่งถึงปีที่สี่สามารถทำเว็บเพจได้ เพราะฉะนั้นปัญหาที่บอกว่าเด็กไทยไม่มีความสามารถนั้นไม่จริง เพียงแต่ระบบการบริหารการจัดการที่จะนำไปสู่การสร้างเด็กเหล่านั้นขึ้นมาเป้นเรื่องสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลในวันนี้ต้องการอินพุตจากผู้ที่อยู่ในวงการทั้งหมด เพื่อที่มากับรัฐบาลว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้มากไป หรือน้อยไป เพราะบางครั้งรัฐบาลทำมากไปก็เกิดปัญหา ทำน้อยไปก็เกิดปัญหา แต่รัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ทำตนเสมือนครูยุคใหม่ที่มีหน้าที่เป็น Facilitator ไม่ใช่เป็นรู้จริงและสอนทุกเรื่องโดยไม่ยอมเรียนรู้จากนักเรียน รัฐบาลก็เช่นกันต้องอาศัยการเรียนรู้จากภาคเอกชน และภาคราชการ แล้วมาช่วยกันสร้างนโยบาย (Formulate Policy) ให้เป็นไปในทิศทางที่อำนวยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงบนพื้นฐานแห่งการรู้จริง ผมขอเรียนว่าผมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย พร้อมที่จะจัดตั้งหน่วยงานหรือปรับปรุงหน่วยงาน เพื่อจะรองรับกับสิ่งที่เปลี่ยนไปของโลกวันนี้ ด้วยเหตุนี้หากมี e-Citizen เราจะรู้ Profile ของคนทั้งประเทศ และทำให้สามารถแก้ปัญหาคนแต่ละกลุ่มแต่ละประเภทได้เพราะว่าเรารู้ข้อมูลที่แท้จริง ไม่ว่าจะมีคนสูงอายุกี่คน การทำสวัสดิการ (Welfare)ของคนสูงอายุต้องใช้เงินเท่าไหร่ และแนวโน้ม (Trend) ของสวัสดิการจะเป็นอย่างไร เงินงบประมารของหน่วยงานของรัฐจะเป็นอย่างไรไม่ใช่ว่าไปสัญญาเอาไว้ แล้ววันรุ่งขึ้นทำไม่ได้

 

และสิ่งที่สำคัญคือ e-Government จะต้องเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้ให้ได้ และในที่สุด E-Procurement สำหรับครุภัณฑ์ธรรมดาจะต้องเริ่มให้ได้ซึ่งหากเราจะทำ e-Payment ก็จะต้องมี e-Procurement อยู่ในนั้นด้วย ดังนั้นถ้าเมื่อใดที่ระบบความโปร่งใสในการบริหารไม่ชัดเจน ตัวเลขไม่ชัดเจนก็ไม่สามารถวัดความสามรถหรือวัดสภาพของปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง และนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าจะให้เกิดความมีประสิทธิภาพสิ่งเหล่านี้ต้องวัดได้ และการจะวัดได้ต้องอาศัยเครื่องมือทางด้าน ICT

 

สิ่งสำคัญอีกประการที่จะต้องเกิดขึ้น คือ อินเตอร์เน็ตที่จะต้องเข้าสู่สถานการศึกษา ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศว่าภายในสองปี ชั้นมัธยมจะต้องมีอินเตอร์เน็ตและภายในสี่ปีจะต้องไปในชั้นของเด็กประถม ดังนั้น Facility ที่กล่าวถึงทั้งหลายที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องมีและรองรับ แต่ผมไม่อยากให้ท่านที่อยู่ตามกระทรวงต่างๆพอบอกว่ามี ICT ท่านไปเน้นเรื่อง T ก่อน ก็คือ ฮาร์ดแวร์มาแล้ว และมี C คือเชื่อมโยงเรียบร้อย แต่ว่าปิดเครื่องไว้ บางแห่งก็มีการใช้เต็มที่ (Very Advanced) แต่บางแห่งกลัวการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งในประเด็นนี้อยากจะขอว่าไม่อยากที่จะตั้งเป้าหมายแต่อยากเห็นว่าระดับผู้บริหารจะต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็น ถ้าระดับบริหารยังเป็นAnalog Thinking อยู่นั้นก็ยากที่จะพัฒนา ICT ได้ เพราะฉะนั้นระดับบริหารจะต้อง Digitize ตัวเองให้ได้ ถ้าใครยังเล่นไม่เป็นก็ให้ลูกสอน เพราะเด็กสมัยนี้สามารถสอนพ่อแม่ได้ และท่านจะรู้สิ่งเหล่านี้ช่วยเราได้มาก ดร. นิโคร บอนเต ได้กล่าวว่าคนที่อยู่ในระดับตัดสินใจได้นั้น (Decision making Level) มักจะเป็นDigital Thinking แต่คนที่ เป็น Digital Thinking มักจะไม่มีอำนาจตัดสินใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ดังนั้นภาครัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนให้ได้ ต้องผลักดัน และสิ่งที่ผมให้ทีม Software Technolugy Park ไปศึกษาก็เพื่อจะทำให้ประเทสไทยของเรานั้นมีอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่เข้มแข็ง โดยที่จะใช้งานของรัฐบาลเป็น Incentive โดยการชักชวนบริษัทที่ชำนาญซึ่งเปรียบยเสมือนนายพรานที่รู้ทางเข้าป่าแล้วพาเราไปป่าโดยไม่โดนเสือกัด และพาเราออกจากป่าได้ เพราะเขารู้ว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในโลกนี้เป็นอย่างไร เขาก็จะได้นำ และสอนวิธีคิดให้เรา ซึ่งวิธีคิดทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ของประเทศไทยนั้นมีประสบการณ์ไม่พอ ดังนั้นการที่เรายอมเสียค่าจ้างให้ผู้ที่ชำนาญกว่ามาสอนนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะคนเราจะเรียนรู้โดยไม่มีค่าวิชาเป็นไปไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งการเรียนเรื่อง ICT

 

เพราะฉะนั้นการพัฒนาให้ไปสู่ในการเป็น e-Government หรือ e-Citizen นั้นอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ไม่ใช้ว่าพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการลงมือทำเป็นขั้นตอน ต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์และต้องใช้งบประมาณ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นตัวล่อให้บรรดาผู้ที่มองว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทยไม่โตไปประเทศอินเดียดีกว่า ก็ถูกเพราะว่าเราเริ่มทีหลังก็สู้เขาไม่ได้เพราะเราไม่มี Incentiveเพาะฉะนั้นเราต้องเอาจุดนี้มาเป็น Incentive เพื่อชักชวนเขาเข้ามา แล้วเรียนรู้จากเขา พอเราเรียนรู้สักพักหนึ่งจนชำนาญแล้วก็สามารถที่จะบินเดี่ยวได้ แต่ตราบใดที่เรายังบินเดี่ยวไม่ได้ก็จำเป็นต้องมีนายพรานมาพาเราเข้าป่าก่อน

 

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า เราต้องช่วยกันสร้างความแข็งแรงทางด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และนำซอฟต์แวร์นั้นมาพัฒนาองค์กรได้อย่างไร เมื่อมองไปที่ภาคเอกชนของเรามีปัญหาอยู่สองสามเรื่องคือ

 

1.       ปัญหาของกระบวนการบริหารจัดการ

 

2.       ปัญหาเรื่องความโปร่งใสอันเกิดจากกระบวนการบริหารจัดการมีปัญหา

 

3.       ปัญหาการบริหาร

 

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะไม่รู้จริงกับสิ่งที่ตนทำไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นอันไหนขาดทุน อันไหนกำไร อันไหนควรที่จะพัฒนา อันไหนควรเก็บไว้หรืออันไหนควรจะต้องเลิกเพราะไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งไม่รู้ตัวเองมากเท่านั้น อันนี้คือจุดอ่อนขององค์กรบริหารภาคเอกชน แต่ถ้าหากว่าระบบคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ที่ดีจะเห็นรายงาน (Report) ว่าค่าใช้จ่ายจุดไหนที่สูงไป และสามารถปรับปรุงตนเองและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกรณีของครูน้อยที่บุรีรัมย์ ที่ทำบัญชีไม่เป็น ต่อมาสามารถทำบัญชีได้ ผลสุดท้ายก็สามารถปรับปรุงวิถีชีวิตของตนเองได้ จากคนมีหนี้สินก็กลายเป็นคนที่ไม่มีหนี้สินเหมือนกัน ก็คือว่าทำอย่างไรให้บริษัทมีนักคอมพิวเตอร์อยู่ในบริษัท ให้มีการ Digitize ตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่อยากเห็น ซึ่งผมได้เคยกล่าวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าเราจะมี Incentive ได้หรือไม่โดยให้บริษัทต่างๆ นั้นDigitize ตัวเอง ถ้าเราสามารถสร้าง Incentive ให้บริษัท Digitize ตัวเองได้ ก็คือสิ่งที่ทำให้บริษัทต่างๆ นั้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเมื่อบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับการจัดเก็บระบบภาษีของเรา

 

ภาควิชาการก็เช่นกัน การ Converge เทคโนโลยี และความรู้ต่างสาขาผ่านระบบคอมพิวเตอร์นั้นมีมากขึ้นทุกวัน แต่ในวันนี้ ภาควิชาการยังต่างคนต่างอยู่ยังอยู่บนพื้นฐานเดิม Paradigm เดิม แบบที่ประเทศไทยเราฝังมานานในขณะที่โลก Shift paradigm แล้ว แต่ประเทศไทยยัง Shift ไม่ได้ ซึ่งภาครัฐบาลกำลัง Shift ฝ่ายบริหารโดยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมใหม่ เช่นเดียวกันภาควิชาการต้อง Shift paradigm ใหม่ ให้เป็น Multi disciplinary แต่ถ้าหากว่าต่างคนต่างอยู่การที่จะผสานความรู้เข้าหากันนั้นก็จะเกิดจากการที่ไปเรียนรู้จากต่างประเทศ แต่ Innovation จากตัวเองไม่มี ดังนั้นหากเรา Break borderline ตรงนี้ ก็จะมี Innovation ขึ้น เมื่อมีขึ้นก็อาจจะเกิดความรู้ใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นภาคการศึกษาภาคเอกชนภาคราชการจะต้องปรับตัวเองเข้าสู่การเป็น Knowledge-based society เข้าสู่กระบวนการที่จะต้องสร้าง Knowledge worker ซึ่งการจะสร้างKnowledge worker นั้นหากใครได้อ่านเรื่อง Business at the speed of thought ของ Bill Gates ก็จะรู้กระบวนการในการสร้าง Digital Nervous System ซึ่งทำให้เรากระจายการตัดสินใจลงไปในระดับล่าง และระดับล่างก็สามารถตัดสินใจได้บนข้อมูลที่รู้จริง และทันสมัย ไม่เช่นนั้นคนระดับล่างก็ไม่สามารถที่จะเป็นKnowledge worker ก็เป็นเหมือนระบบราชการที่ต้องพิจารณาตั้งแต่หัวหน้าแผนกจนถึงระดับรัฐมนตรี เพราะว่าไม่สามารถจะตัดสินใจได้ ทุกคนเป็นเหมือนเสมียน (Clerk) ไปหมด ส่งเสียเรียนมานานการทำงานก็เป็นเสมียนไปหมด เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้ และการที่จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องเกิดจากการวางระบบทั้งหมด ดังนั้น ICT จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกอณุของประเทศไทยต้องปรับตัวเองทั้งหมด ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาควิชาการ แล้วต่อเชื่อมรากไปยังชนบทเพื่อให้การลดช่องว่างความยากจนให้มากที่สุด จะสังเกตได้จากการวางนโยบายจะเริ่มตั้งแต่การใชัอินเตอร์เน็ตในสถานการศึกษา การปรับ e-Governmentและการสร้างความฝันถึงเรื่องของ e-Cittizen สิ่งเหล่านี้เป็นการปรับวาง Digital Nervous System ของประเทศไทย ทั้งประเทศ และก็จะเกิด Knowledge worker ในประเทศไทยอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้า เมื่อเกิดแล้วประเทศไทยจะมีความเร็ว ในการที่จะทำอะไรได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันอย่าลืมว่า Economy of Speed สำคัญที่สุด ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง Economy of Scale กับ Economy of Speed แต่หากได้ทั้งคู่ก็เป็นสิ่งที่ดี และก็ขอเรียนว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟัง รับข้อแนะนำ แต่ให้ท่านทั้งหลายแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด โดยลืมว่าเราอยู่ส่วนไหน เรามีความรู้เหล่านี้ เราพร้อมที่จะอุทิศให้ประเทศ และเราก็จะได้ระบบที่ดี เพราะฉะนั้นผมใคร่ขอถือโอกาสนี้เปิดการสัมนาตั้งแต่บัดนี้ และขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องและเตรียมการอย่างดี”

 

 

 

 

 

บทความที่  5

 

5  เทคโนโลยีสารสนเทศกับการปฏิรูปการศึกษา

 

ผศ. ดร. พัลลภ พิริยะสุรวงศ์
วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา
ปีที่ 12 ฉบับที่ 34
เม.ย. – มิ.ย. 43

 

             ระบบการศึกษาในปัจจุบันพัฒนาไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง  โดยเห็นได้จากพนักงานของบริษัทต่าง ๆ ต้องใช้เวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีการปรับรื้อระบบของบริษัทครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะต้องการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดก่อให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของธุรกิจ  และวิถีของกลุ่มคนรวมกับวัฒนธรรม  และความเป็นตัวของตัวเองหรือที่เรียกว่า ปัจเจกชนธุรกิจ  จึงต้องสนองตอบความหลากหลายนี้ ขณะที่การศึกษากำลังดำเนินการผลิตคนที่เหมาะสมกับสังคมยุคอุตสาหกรรม  หมายถึงทุกอย่างผลิตออกมาเหมือนกันหมดไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงาน   และสร้างคนให้มีพลังสร้างสรรค์ที่จะคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นและมีงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นระบบการศึกษาซึ่งมีหน้าที่เตรียมคนสำหรับงานในอนาคตจะต้องเป็นภาระที่นักการศึกษา บริษัท ห้างร้าน และสังคมต้องร่วมมือกันปฏิรูปขึ้นมาหใหม่ (F.J. Eyschen. 1994)

แนวความคิดในการปฏิรูปการศึกษา

การเรียนรู้ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและครู การเรียนการสอนแบบดั่งเดิมจะลดน้อยลง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนจะเปลี่ยนแปลงไปเกิดกระบวนการเรียนรู้แบบใหม    ่และเป็นตัวนำในการสร้างบริษัทใหม่จึงจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างระบบพัฒนาองค์ความรู้ใหม่จากองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่โดยเฉพาะองค์กรการพัฒนาการเรียนการสอน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก   โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์   และการสื่อสารโทรคมนาคมมีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาประกอบด้วย

1. เทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องการเรียนรู้ปัจจุบันมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้หลายอย่าง   มีระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)  มีระบบมัลติมีเดีย  (Multimedia)  ระบบวิดีโออนนดีมานด์  (Video on Demand)  วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์  (Video Teleconference)  และอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น ระบบเหล่านี้เป็นระบบสนับสนุนการรับรู้ข่าวสารและการค้นหาข้อมูลข่าวสารเพื่อการเรียนรู้

2. เทคโนโลยีที่เข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษาในการจัดการศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผนการดำเนินการ    การติดตามและประเมินผลคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในเรื่องนี้

3. เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้การสื่อสารระหว่างบุคคลเกือบทุกวงการ          ทั้งทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เขียน ผู้เรียนกับผู้เรียน เป็นต้น  ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเรียนการสอน   และการดำเนินงานในหลายด้านโดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสาร และการดำเนินงานในหลายด้านโดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น  การใช้โทรศัพท์  โทรสาร  เทเลคอนเฟอเรนส์  และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

บทบาทใหม่ขององค์กร

ในส่วนของบทบาทและหน้าที่ใหม่ขององค์กรในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศองค์กร หมายถึงหน่วยงานที่มีภาระกิจหลักดังนี้

1. การบริการและการจัดหลักสูตรในหน่วยงานราชการศึกษา
2. จัดให้มีการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และสื่อการเรียนต่าง ๆ ให้ทันสมัย
3. จัดสิ่งอำนวยความสะดวกและจัดสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

กล่าวคือองค์กรต้องกำหนดรูปแบบการบริหารใหม่ดังนี้

1. การใช้แหล่งสารสนเทศในแนวอนาคต    ประกอบด้วยนโยบายด้านสารสนเทศจัดสภาพแวดล้อมของเครือข่าย      การเรียนรู้การกระจายการใช้คอมพิวเตอร์  การรวมแหล่งสารสนเทศ ความเร็วของสารสนเทศ การใช้ห้องสมุดดิจิตอล   (Digital Library)  สื่อการเรียนการสอนในรูปของสื่อผ่านระบบเครือข่าย (Web-Based) การบูรณาการเทคโนโลยีรวมถึงการประเมินค่าใช้จ่ายและผลที่คาดหวังจากการดำเนินงาน

2. นโยบายด้านโครงสร้างขององค์กร ควรมีการปรับรื้อโครงสร้างใหม่เป็นองค์กรบริหารแห่งสารสนเทศเริ่มจากแผนยุทธศาสตร์องค์กรกระบวนการตามโครงสร้างของไซเบอร์เนติก (Cybernetics) การปรับรื้อระบบบริการจัดสื่อการสอนในรูปของระบบเปิด โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก

การพัฒนาการเรียนการสอน

การพัฒนาในหมวดนี้เป็นการพัฒนาในรูปแบบของการปรับรื้อระบบการเรียนการสอนใหม่  โดยคำนึงถึงการพัฒนาที่เกี่ยวกับการเจริญงอกงามในตัวผู้เรียนเน้นทักษะการเลือกสารสนเทศ  การวิเคราะห์  และสังเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร    ขณะเดียวกันต้องทำการฝึกทักษะกระบวนการจัดกระทำกับข้อมูลข่าวสารให้กับผู้เรียนพร้อมกับการตอบสนองกับข้อมูลข่าวสารอย่างชาญฉลาด  ครู  และนักเรียนต้องช่วยกันสร้างสรรค์สารสนเทศ เพื่อให้เกิดคุณค่าต่อการเรียนการสอนครูต้องพัฒนาการสอนโดยเพิ่มทักษะการสืบค้นสารสนเทศให้กับนักเรียน  และประเมินผลจากการนำมาใช้มากกว่าการจดจำเนื้อหา  หมายถึงอาศัยสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ในการเสนอแนวคิดและเนื้อหาเพื่อก่อให้เกิดกระบวนการเข้าใจมากกว่าการจดจำ

รูปแบบกระบวนการเรียนการสอน

กระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดในการปฏิรูปต้องแตกต่างไปจากการเรียนการสอนแบบดั่งเดิม กล่าวคือ

1. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิดโดยฝึกการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล    การใฝ่หาความรู้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม

2. จัดระบบเครือข่ายการเรียนรู้ให้เป็นแหล่งความรู้สำหรับการค้นคว้าหาความรู้ทุก ๆ ด้านที่ผู้เรียนต้องการ  เช่น   สื่อมวลชนทุกแขนง  เครื่องคอม- พิวเตอร์  ทรัพยากรท้องถิ่น  ภูมิปัญญาชาวบ้าน และหน่วยงานต่าง ๆ  ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเอง และพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างกว้าง-ขวาง

3. จัดกิจกรรมทั้งใน  และนอกหลักสูตร  โดยให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่ต้องเรียนในห้องเรียนให้เสร็จสิ้นและให้แบ่งเวลาทำกิจกรรมนอกหลักสูตรเพื่อเสริมประสบการณ์ทางสังคม

4. ปรับกระบวนการเรียนการสอน   และเทคนิคการสอนของครูให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดการศึกษา    เน้นให้ครูเป็นเพียงผู้อำนวยความ-สะดวกและชี้แนะให้ผู้เรียนทำการศึกษาค้นคว้า คิดและตัดสินใจด้วยตนเอง  ขณะเดียวกันครูต้องเป็นต้นแบบด้านคุณธรรม  และจริยธรรมด้วย ซึ่งต้องปลูกฝังทั้งในชั่วโมงเรียนและกิจกรรมการฝึกปฏิบัติ

การจัดการศึกษา

การเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างของการจัดการศึกษาในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งสามารถสรุปเป็นด้าน ๆ ได้ดังนี้

 

องค์ประกอบทางการศึกษา คุณลักษณะ/กิจกรรมการศึกษา
ระบบสังคม - การศึกษาควรตอบสนองระบบสังคมยุคเทคโนโลยีสารสนเทศโดยให้คุณค่าในสารสนเทศ
- เน้นการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของ สังคม
ระบบความคิดเห็นของชุมชน นักเรียนและครู - ให้ทุกคนสามารถคิดได้หลากหลายและสามารถ แสดงความคิดเห็นได้
- ใช้การวิเคราะห์ความต้องการ
คุณค่าและจุดมุ่งหมายในการเรียน - เน้นคุณภาพและคุณค่าในแต่ละบุคคล
- ตอบสนองความพึงพอใจเป็นหลัก
กลุ่มผู้เรียน - เน้นการศึกษาในกลุ่มเล็ก
- เน้นการศึกษาเป็นรายบุคคล
หลักสูตร - เป็นหลักสูตรแบบยืดหยุ่น
- กระจายโอกาสทางการศึกษา
- กระจายและมีหลักสูตรหลาย ๆ ด้าน
การประเมินผล - ประเมินผลหลาย ๆ ด้าน
- ให้คุณค่าต่อการคิดวิเคราะห์และแสดงเหตุผล
- พิจารณาจากการพัฒนาในตัวผู้เรียนเป็นเกณฑ์
สื่อและเทคโนโลยี - ใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนมากกว่าการสอนเช่น มัลติมีเดีย ซีดีรอม อิเล็กทรอนิกส์บุคคล
วิดีโอออน์มานด์ วิดีโอเทเลคอนเฟอร์เรนซ์ ไฮเปอร์เท็กซ์ และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
- เทคนิคกระบวนการเรียนรู้ โดยจัดกระทำกับสารสนเทศ เลือกวิเคราะห์สร้างสรรค์ ประเมิน
สารสนเทศเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และการนำเสนอความรู้นั้น
สถานที่และการบริการ - กระจายการบริการสู่ชุมชน
- จัดเป็นกลุ่มเล็ก
- สร้างเครือข่ายการเรียนรู้
- ใช้การสื่อสารเพื่อการปฏิสัมพันธ์เป็นหลัก
คุณลักษณะของผู้เรียน - เน้นความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศ
- เน้นความสามารถในการจินตนาการและสร้างสรรค์
- เน้นความสามารถในการนำเสนอความรู้ใหม่หรือ แนวคิดใหม่
- เน้นความสามารถในการสื่อสารกันด้วยสื่อสารสนเทศ
- เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์แบบเชิงเหตุเชิงผล

 

 

 

กล่าวโดยสรุป

การจัดการศึกษายุคของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้ใหม่        และเปลี่ยนแปลงความต้องการในการศึกษาในอนาคต  สื่อ  และเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่เข้ามาแทนที่สื่อแบบเก่า  แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้จะเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาแบบใหม่    ซึ่งก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้นปรับปรุงโครงสร้างทั้งระบบใหม่โดยเฉพาะการบริหารการบริการการพัฒนาการเรียนการสอนและการจัดการศึกษา ซึ่งจากเดิมสถาบันการศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบมาเป็นสังคมและชุมชนร่วมกันรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษามากยิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความที่  6

 

6.  เทคโนโลยีการศึกษายุคอีนำไอ
วารสารพัฒนาเทคนิคศึกษา ปีที่ 15 ฉบับที่ 45 มกราคม-มีนาคม 2546 หน้า 72-75

 

 

 

เทคโนโลยีการศึกษาปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) เข้ามาใช้อย่างมากมาย เครื่องมืออุปกรณ์และเทคนิควิธีการสมัยใหม่ถูกนำมาใช้ทางการศึกษาจนกลายเป็นยุคของอีเลินเนิ่ง (e-Learning) และให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้มากกว่า Learning by doingหรือ Learning how to learn ตามแนวคิดของ Instructional Technology ในอดีต

 

บทความนี้ไม่มีเรื่องเพศเข้ามาปะปน หมายถึงไม่เกี่ยวกับอี ในคำไทยที่เรียกคำนำหน้าผู้หญิงในอดีต ซึ่งอาจจะมองเป็นคำหยาบในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับ ไอ้ ในคำไทยที่เรียกคำนำหน้าผู้ชายในอดีต ซึ่งมองเป็นคำสามัญในปัจจุบันที่เรียกขานผู้ชาย แต่ผู้เขียนต้องการเล่นคำและความหมายของคำสำคัญสองคำที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการศึกษาในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการศึกษาในอดีต ต้องการให้ผู้อ่านเห็นวิวัฒนาการและยอมรับการเข้ามาอย่างมากมายของเทคโนโลยีการศึกษายุคอี (Electronic) ขณะที่คำอันเป็นแนวทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาในอดีตก็จะใช้กลุ่มคำ ประเภทไอ (Instruction) ที่มาจากการเริ่มต้นนับแต่ Programme Instruction ของสกินเนอร์

 

ยุคที่ผ่านมาของเทคโนโลยีการศึกษา

 

เทคโนโลยีการศึกษาของไทยแต่เดิมจะถือได้ว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่เอ (Audio Visual) ที่ตีความหมายเป็นภาษาไทยว่า โสตทัศนศึกษา ขณะที่ในต่างประเทศการเรียนการสอนของเทคโนโลยีการศึกษาจะเน้นไปที่ไอ(Instructional) และพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาก็ดำเนินแนวทางไปในแนวทางการพัฒนาระบบการเรียนการสอนทั้งสิ้น โดยมีแนวคิดพื้นฐาน Programme Instruction เรียกในภาษาไทยว่า บทเรียนโปรแกรม ซึ่งกว่าได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอาเทคนิควิธีการและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทางการศึกษา เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดสอนสาขานี้ที่เรียกชื่อแตกต่างกันไป

 

Instructional System Technology : IST เรียกในภาษาไทยว่า เทคโนโลยีระบบการสอน เป็นชื่อสาขาวิชาทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยอินเดียน่า วิทยาเขตบลูมมิงตัน ที่มีอาจารย์ระดับปริญญาเอกที่มีชื่อในประเทศไทยหลายท่านจบจากที่นี่ การเรียนการสอนเน้นการออกแบบ วิจัยและพัฒนาระบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ

 

Instructional System Design : ISD เรียกตรงตัวได้ว่า การออกแบบระบบการเรียนสอน อันเป็นแกนหลักของสาขาเทคโนโลยีการศึกษา ผู้เรียนในสาขานี้ไม่ว่าจะเรียกชื่อแตกต่างกันไปอย่างไรก็ตามจะต้องเรียนรู้และศึกษาวิธีการในการออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกระบวนการคิดและการออกแบบพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นกระบวนการ เป็นระบบและมีขั้นตอน

 

Instructional Design : ID เรียกตรงตัวได้เช่นเดียวกันว่า การออกแบบการสอน เป็นความหมายเดียวกันกับ ISD เป็นวิชาหลักหรือแกนหลักของสาขาเทคโนโลยีการศึกษาเช่นกัน

 

Instructional Technology เทคโนโลยีการสอนเป็นชื่อที่เรียกขานสาขาและภาควิชาหลาย ๆ แห่ง เนื่องจากเทคโนโลยีการศึกษาถูกมองในลักษณะของการใช้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเรียนการสอน จึงมีการใช้คำว่าเทคโนโลยีการสอนเพื่อเฉพาะเจาะจง และเป็นสาขาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางและเปิดสอนในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไป

 

Intelligence Computer-Assisted Instruction : ICAI คอมพิวเตอร์ช่วยสอนอัจฉริยะ เป็นแนวคิดสูงสุดของนักเทคโนโลยีการศึกษาที่เชื่อว่า เมื่อพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปจนสามารถทำให้คอมพิวเตอร์ฉลาดได้เหมือนกับคนและตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดังใจปราถนา เหมือนกับมีครูผู้เชี่ยวชาญมาสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบอัจฉริยะ ซึ่งก็ยังไปไม่ถึงในปัจจุบัน

 

IMCAI : Interactive Multimedia Computer-Assisted Instruction เป็นอีกแนวคิดหนึ่งของนักเทคโนโลยีการศึกษา ที่เมื่อมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังไปไม่ถึงระดับอัจฉริยะก็มองว่า ความเป็นมัลติมีเดียของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ก็มีศักยภาพเพียงพอสำหรับช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ได้รับการยอมรับ

 

Information Technology แม้จะมองว่ากลายเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ถูกจัดกลุ่มใหม่และตั้งเป็นสาขาและศาสตร์ของตนเอง แต่เทคโนโลยีสารสนเทศก็ยังต้องจัดเป็นสิ่งที่นักเทคโนโลยีการศึกษายอมรับและเข้ามาใช้อย่างเต็มที่ ถือเป็นหน่วยหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้และประยุกต์เข้ามาใช้ทางการศึกษาและเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ยุคของไอ เริ่มลดบทบาทและความสำคัญลง จนถึงถูกมองว่าเทคโนโลยีการศึกษาเข้าสู่ยุคของอีในปัจจุบัน

 

Internet การเข้ามาของอินเทอร์เน็ตกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเทคโนโลยีการศึกษา การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันทั้งโลก ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลผ่านทางด่วนข้อมูล (Information Super Highway) การสื่อสารโดยตรงไม่ว่าจะเป็นด้วย IRC : Internet Relay Chat ,ICQ ทำให้เทคโนโลยีการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและการจัดการนวัตกรรมเพื่อให้ทันกับการเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า อีเลินนิ่ง การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) ที่นำเอาเว็บมาช่วยในการสอนกลายเป็นประเด็นใหม่ที่ต้องศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง และนำเทคโนโลยีการศึกษาเข้าสู่ยุคอีในที่สุด

 

ยุคเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษา

 

แนวโน้มการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงแนวคิดจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถทางสติปัญญาสูงขึ้นหรือเพิ่มไอคิว (IQ) มาเป็นการส่งเสริมผู้เรียนให้มีความฉลาดทางอารมย์ (EQ) เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข เทคโนโลยีที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของยุคอี อาทิ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต วีดิโอคอนเฟอเรนท์ มัลติมีเดีย ดาวเทียมเพื่อการศึกษา ฯลฯ ล้วนเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษา นำเข้ามาใช้ไม่เฉพาะการติดต่อสื่อสารแต่นำมาใช้เพื่อการเรียนรู้คือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า อี-เลินนิ่ง

 

e-Learning อีเลินนิ่งหรือ Electronic Learning อาจจะดูเป็นแนวคิดทางการศึกษาแบบใหม่ ที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางด้านคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ทำให้เกิดการเรียนการสอนระบบต่าง ๆ และมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction),การเรียนการสอนออนไลน์ (On-line Learning), การเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet-based Instruction) หรือแม้แต่จะเรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเว็บ (CAI on Web) แต่ละแบบจัดเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น

 

ความหมายของอีเลินนิ่งมีมุมมองที่แตกต่างกันไปหลายความหมาย สมาคมอเมริกันเพื่อการพัฒนาการฝึกอบรม (ASTD, 2000) ได้อธิบายความหมายเอาไว้ด้วยกัน 3 ลักษณะคือ

 

ความหมายทางด้านอิเล็กทรอนิกส์
e-Learning หมายถึง กระบวนการและการใช้ประโยชน์จากการเรียนการสอนผ่านเว็บ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ห้องเรียนเสมือน และการเรียนร่วมมือด้วยเครื่องมือดิจิตอลต่าง ๆ รวมถึงการเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต,ระบบอินทราเน็ต ระบบเครือข่าย การเรียนด้วยระบบเสียง ระบบภาพ ระบบดาวเทียม ระบบโทรทัศน์ และซีดีรอม

 

ความหมายทางด้านอินเทอร์เน็ต
e-Learning หมายถึง การเรียนรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือการใช้ความสามารถของระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้

 

ความหมายทั่วไป
e-Learning หมายถึง การบูรณาการทางการศึกษาที่ไม่ยึดติดกับเวลาและความก้าวหน้าในการเรียนรู้

 

เมื่อประมวลความหมายของทั้ง 3 ลักษณะเข้าด้วยกัน สอดคล้องกับแนวคิดและบริบทในปัจจุบันกล่าวได้ว่า

 

e-Learning หมายถึง การจัดกระบวนการและการใช้ประโยชน์จากสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ต ที่ออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ไม่ยึดติดกับเวลาและความก้าวหน้าในการเรียนรู้

 

จึงทำให้มีความพยายามพัฒนาการเรียนการสอนแบบออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการสร้างเว็บเพื่อการเรียนการสอนก็เป็นส่วนหนึ่งของ e-Learing เมื่ออินเทอร์เน็ตมีการใช้งานอย่างกว้างขวางและเห็นความสำคัญมากขึ้น ก็ถูกนำไปใช้ในวงการต่าง ๆ ยุคของอีก็ยิ่งแพร่ขยายและมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ ถึงขนาดที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบายที่จะนำการบริหารในลักษณะที่เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) และนำระบบราชการไปสู่อี-ไทยแลนด์ (e-Thailand) และเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลแต่ละประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนให้เป็นอี-อาเซียน (e-ASIAN)

 

กลยุทธในการพัฒนาประเทศตามกรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของชาติ ที่นำเราเข้าสู่ยุคอีอย่างเด่นชัดก็คือ กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ.2544-2553 ของประเทศไทย (สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ, 2545) ได้มีการแบ่งออกเป็น 5 กรอบใหญ่ ๆ ได้แก่
1. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e-Government)
2. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการพาณิชย์ (e-Commerce)
3. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry)
4. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e-Education)
5. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e-Society)

 

กรอบความคิดที่นำมาสู่นโยบายต่าง ๆ ของรัฐอันจะนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สื่อสารเข้ามาเป็นสู่การปฏิบัติจริง รวมถึงการตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในนโยบายปฏิรูประบบราชการยิ่งแสดงความชัดเจนของยุคอีนำเข้าสู่การศึกษาให้เด่นชัดขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการพัฒนาด้านการศึกษาที่แสดงในเรื่องของอี-เอ็ดดูเคชั่น

 

e-Education (ทวีศักดิ์ กออนันตกูล, 2545) ซึ่งหมายถึง การพัฒนาและประยุกต์สารสนเทศ(Information) และความรู้ (Knowledge) เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการส่งเสริมให้พัฒนาประยุกต์ให้ใช้เทคโนโลยีสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อสร้าง ต่อยอดและเผยแพร่ความรู้ และสารสนเทศ มีการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา (EIS) มาใช้ หรือระบบ การสื่อสารผ่านอีเมล (e-mail) ส่งอวยพรกันด้วยอี-การ์ด (e-Card) หรือการทำเอกสารและตำราแบบอี-บุค (e-Book) ล้วนเป็นนวัตกรรมที่นำมาใช้ในยุคอีนำหน้า

 

ตารางสองยุค ยุคอีกับยุคไอ

 

ยุค I ยุค E
IQ = intelligence quotient
ICAI = Intelligence Computer Assisted Instruction
IMCAI = Interactive Multimedia CAI
ID = Instructional Design
ID = Instructional Development
ISD = Instructional System Development
IT = Information Technology
ICT = Information and Communication Technology
Information Super Highway
Internet
IRC, ICQ
EQ = emotional quotient
EIS : Educational Information System
e-Commerce
e-Mail
e-Card
e-Book
e-Learning
e-Education
e-Society
e-Industry
e-Government
e-Thailand
e-ASIAN

 

บทสรุป

 

เมื่อเทคโนโลยีการศึกษาเข้าสู่ยุคอีหมายความว่า จะเลิก ละทิ้ง หรือลดความสำคัญของยุคไอลงไปหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามหลักการและทฤษฎีที่ดำเนินมาอย่างเข้มแข็งในยุคไอ เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาใช้เป็นหลักการและทฤษฎีพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีการศึกษายุคอี เพราะยุคอีเป็นเพียงแนวคิดและเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่ต่อไปก็จะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีกอย่างไม่หยุดนิ่งยึดถือเป็นสรณะทุ่มเทหรือมุ่งให้เป็นสื่อนำยังไม่อาจสรุปได้ เหมือน ๆ กับสื่อจำนวนมากในอดีตที่เข้ามาแล้วก็ผ่านพ้นไป จนบัดนี้บางคนยังไม่รู้จัก จำไม่ได้หรือยังไม่เคยมาก่อน

 

ยุคอีเป็นยุคแห่งความทันสมัยก้าวหน้าและล้ำยุค แต่ยังไม่มีหลักการหรือแนวคิดที่ชัดเจนกำหนดลงไปได้มากนักในสื่อแต่ละประเภท การศึกษาค้นคว้าและวิจัยเพื่อนำไปสู่ทฤษฎีสำหรับนำสื่อยุคอีมาใช้ทางการศึกษายังเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป โดยไม่รู้ว่าต่อไปจะมียุคใดเข้ามาอีกและทฤษฎีหลักการเฉพาะสำหรับยุคอีจะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ในขณะที่ยุคไอที่ศึกษาและพัฒนาระบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี สามารถนำเอาทฤษฎีและหลักการทั้งหมดมาปรับประยุกต์และใช้งานร่วมกับเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยต่าง ๆ ยุคอีได้อย่างกลมกลืน แท้จริงแล้วทุกยุคสมัยที่ผ่านมาก็พึ่งพาหลักการและทฤษฎีพื้นฐานของยุคไอ ยุคแห่งการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบโดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น

 

 

๖มิ.ย.๕๖ ๖.๐๙

under: บทความทางการศึกษา

Leave a response






Your response:

Categories